30128-8501 การซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

 นาย อชานนท์ พรมรักษา เลขที่7 กลุ่ม3

 1. จอภาพทำหน้าที่อย่างไร 

จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงข้อมูลผลลัพธ์ (Output) มีรูปร่างลักษณะคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ สามารถแสดง ผลได้ทั้งตัวหนังสือ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวจะแบ่งได้เป็น ชนิด  คือ 
 1. จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube) 
 2. จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display)

2. จงอธิบายเทคโนโลยีการฉายภาพต่อไปนี้ 

2.1 CRT

 CRT (Cathode Ray Tube) : จอตู้แบบเก่าที่อาศัยการยิงกระแสของอิเล็กตรอนที่แบ่งออกเป็นสามมี ( แดง / เขียว / น้ำเงิน ) ซึ่งเมื่อทั้งสามสียิงรวมกันด้วยความเร็วสูงก็จะได้ภาพบนหน้าจอออกมานั่นเอง ข้อเสียของระบบ CRT ก็คือ กินไฟมาก จอใหญ่ ราคาแพง หนัก ไม่สวย

2.2 LCD 

LCD (Liquid Crystal Display ) : ใช้หลอดไฟ CCFL หรือ Cold Cathode Fluorescent Lamp ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟ เรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัวกำเนิดแสง และมี Liquid Crystal เป็นผลึกแข็งกึ่งเหลวคอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงแบ็คไลท์ (สีขาว) ลอดผ่านทะลุ Color Filter แม่สี 3 สี ทั้งสีแดง น้ำเงิน เขียว เพื่อแสดงออกมาเป็นสีสันต่างๆ ข้อดี ก็คือ ประหยัดไฟ ทำให้บางมากๆ ได้ แต่มีปัญหาก็คือ สีดำไม่สามารถทำให้ดำสนิทได้เพราะว่าตัวหลอด CCFL ที่ยิงแสงจากด้านหลังเพื่อให้เกิดความสว่างทำให้สีดำไม่สามารถทำสนิทได้ รวมไปถึงสีจะจืดกว่าสีปกติที่ควรจะเป็นหน่อยนึง แถมมุมมองยังไม่กว้างเพียงพอ ต้องมองตรงอย่างเดียวถึงจะได้สีคมชัด

2.3 TFT

หน้าจอ TFT LCD คือจอ LCD ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ Active Matrix ซึ่งมีแผ่นฟิล์ม TFT (Thin-Film Transistor) ทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณควบคุมผลึกเหลวให้เรียงตัวกันเพื่อปิดกั้น หรือเปิดทางให้แสง backlight ผ่านออกมาบนเม็ดพิกเซล คุณภาพการแสดงผลดีพอสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป และมีราคาถูกกว่าจอประเภทอื่น เราจึงมักจะพบจอ TFT ในสมาร์ทโฟนราคาประหยัดเสียเป็นส่วนใหญ่

 2.4 PDP 

จอภาพพลาสมา คือ จอภาพที่ประกอบขึ้นจากแผ่นแก้วสองชุดวางชิดกัน ช่องว่างนี้จะถูกแบ่งออกเป็นเซลล์แสงกว้าง 100-200 ไมครอน มีชั้นผนัง (rib) กั้นไว้ โดยใช้ขั้วไฟฟ้าในแนวกระจกคอยควบคุมตำแหน่งของเซลล์เหล่านั้น แต่ละเซลล์จะบรรจุก๊าซที่ผสมระหว่างก๊าซซีนอนและก๊าซเฉื่อยอื่นๆ กลไกการทำงานของจอภาพพลาสมา จะมีการเรืองแสงขึ้นเองเหมือนการทำงานของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ กล่าวคือ ก๊าซในเซลล์เหล่านี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแรงดันไฟฟ้าจะเกิดการไอออนไนซ์ขึ้นทำให้ก๊าซแตกประจุและปล่อยแสงอุลตราไวโอเล็ตออกมา สารเรื่องแสงจะดูดซับอุลตราไวโอเล็ตและสร้างสีที่มองเห็นได้ด้วยตา ทำให้เรามองเห็นเป็นภาพได้

3. การวัดประสิทธิภาพ 

3.1 ความส่องสว่าง

วัดในหน่วยแคนเดลาต่อตารางเมตร

 

3.2 ขนาดของจอภาพ 

วัดความยาวตามแนวทแยง สำหรับหลอดภาพ บริเวณที่เห็นภาพมักจะเล็กกว่าขนาดของหลอดภาพอยู่หนึ่งนิ้ว

 

3.3 อัตราส่วนลักษณะ 

คืออัตราส่วนของพิกเซลในแนวนอนต่อแนวตั้ง อัตราส่วนปกติคือ 4:3 เช่นจอภาพที่กว้าง 1024 พิกเซล จะสูง 768 พิกเซล ถ้าเป็นจอภาพไวด์สกีนจะมีอัตราส่วนเป็น 16:9 ดังนั้นจอภาพที่กว้าง 1024 พิกเซล จะสูง 576 พิกเซล

 

3.4 ความละเอียดจอภาพ 

 คือจำนวนพิกเซลตามความกว้างและความสูงที่สามารถแสดงผลได้ (ไม่ได้หมายถึงพิกเซลที่กำลังแสดงผลภาพอยู่ในปัจจุบัน) ความละเอียดที่มากที่สุดถูกจำกัดโดยระดับพิกเซล

 

3.5 ระยะระหว่างพิกเซล 

คือระยะระหว่างพิกเซลสีเดียวกันในหน่วยมิลลิเมตรหากระดับพิกเซลน้อยลง ภาพจะมีความคมชัดมากขึ้น

3.6 อัตรารีเฟรช 

จำนวนครั้งในหนึ่งวินาทีที่ภาพนั้นถูกฉายลงบนหน้าจอ อัตรารีเฟรชที่มากที่สุดถูกจำกัดโดยเวลาตอบสนอง

3.7 เวลาตอบสนอง 

เวลาที่ใช้ไปขณะพิกเซลเปลี่ยนจากสีดำไปเป็นสีขาว และกลับมาเป็นสีดำอีกครั้ง วัดในหน่วยมิลลิวินาที ค่าที่น้อยลงหมายความว่าจอสามารถเปลี่ยนภาพได้เร็วขึ้น และหลงเหลือภาพก่อนหน้าน้อยกว่า

3.8 อัตราส่วนความแตกต่าง 

อัตราส่วนความส่องสว่างของสีที่สว่างที่สุด (สีขาว) ต่อสีที่มืดที่สุด (สีดำ) ที่จอภาพนั้นสามารถสร้างได้

3.9 ค่าการใช้พลังงาน 

วัดในหน่วยวัตต์

3.10มุมในการมอง

คือมุมที่มากที่สุดที่หันเหหน้าจอออกไปแล้วยังสามารถมองเห็นได้ โดยภาพที่ปรากฏยังไม่ลดคุณภาพ เช่นสีเพี้ยนเป็นต้น

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Bluetooth Serial Module HC-05

ข้อแตกต่าง I2C oneWire SPI

I2C